แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภัยต่างๆที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคภัยต่างๆที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza FLU)

เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในคนทุกเพศทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี แต่จะเป็นมากในช่วงฤดูฝน (ช่วงเดือนกรกฏาคม ถึง ธันวาคม) บางปีอาจพบการระบาดทั่วโลก พบสาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยผู้ใหญ่ที่มีอาการตัว ร้อนมา 2-3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า อินฟลูเอนซาไวรัส(Influenza virus) เชื้อนี้จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหาของผู้ป่วยติดต่อโดยการไอหรือ จาม หรือหายใจรดกัน

ระยะฟักตัว1-4 วัน เชื้อไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิดใหญ่ เรียกว่า ชนิด เอ บี และ ซี ซึ่งแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นพันธุ์ย่อย ๆ ออกไปอีกมากมาย ในการเกิดโรคแต่ละครั้งจะเกิดพันธุ์ย่อยเพียงพันธุ์เดียว เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิต้านทานต่อพันธุ์นั้น แต่ไม่สามารถต้านทางพันธุ์อื่น ๆ ได้จึงอาจติดเชื้อ จากพันธุ์ใหม่ได้ เชื้อไข้หวัดใหญ่บางพันธุ์ อาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิดการระบาดใหญ่ และมีการเรียกชื่อโรคที่ระบาดแต่ละครั้งตามชื่อ ของประเทศที่เป็นแหลงต้นกำหนด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ฮ่องกง (เรียก สั้น ๆ ว่าไข้หวัด ฮ่องกง หรือหวัดฮ่องกง),ไข้หวัดรัสเซีย, ไข้หวัดสิงคโปร์เป็นต้น

อาการ

มักจะเกิดขึ้นทันที่ทันใดด้วยอาการไข้สูงหนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก(โดย เฉพาะที่กระเบนเหน็บ ต้นขา ต้นแขน) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ขมในคอ อาจมีอาการเจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ จุกแน่นท้อง แต่บางราย ก็อาจไม่มีอาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดเลยก็ได้ มีข้อสังเกตุว่าไข้หวัดใหญ่มักเป็นหวัดน้อย แต่ไข้หวัดน้อยมักเป็นหวัดมาก ไข้มักเป็นอยู่ 2-3 วัน แล้วค่อย ๆ ลดลง อาการไอ และอ่อนเพลียอาจจะเป็นอยู่ อาจเป็นอยู่ 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่น ๆ จะทุเลาแล้วก็ตาม บางคนเมื่อหายจากไข้หวัดใหญ่แล้ว อาจมีอาการวิงเวียนเหมือนเมารถเมาเรือ เนื่องจากมีการอักเสบของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งมักจะหายเองภายใน 3-5 วัน

สิ่งที่ตรวจพบ

ไข้ 38.5-40ฐC เปลือกตาแดง อาจมีน้ำมูกใส คอแดงเล็กน้อย หรือไม่แดงเลย(ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยอาจรู้สึก เจ็บคอ) ส่วนมากมักตรวจไม่พบอาการผิดปกติอื่น ๆ

อาการแทรกซ้อน

1. ให้การดูแลปฏิบัติตัวเหมือนเป็ฯไข้หวัด คือนอนพัก มาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก ห้อมอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง กินอาหารอ่อน(ข้าวต้ำ โจ๊ก) ดื่มน้ำ และน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ มาก ๆ

การรักษา

1. ให้การดูแลฃ และปฏิบัติตัวเหมือนไข้หวัด คือ นอนพักผ่อนมาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ตดตัวเวลามีไข้สูง กินอาหารอ่อน (ข้าวต้มโจ๊ก) ดื่มน้ำลแน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้มาก ๆ
2. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้บรรเทาปวด ยาแก้ไอ ยาดแก้หวัด เป็นต้น (ในกรณีเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน)
3. ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องให้ทุกราย เพราะเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส จะให้ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ แบคทีเรีย เช่น มีน้ำมูกหรือเสลด สีเหลืองหรือเขียว ,ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น ยาปฏิชีวนะ ที่มีให้เลือกใช้ ได้แก่ เพนวี แอมพิซิลลิน หรือ อีโรโทรมัยซิน
4. ถ้ามีอาการหอบหรือสงสัยปอดอักเสบ โดยเฉพาะถ้าพบในคนสูงอายุ หรือเด็กเล็ก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้าพบว่าปอดอักเสบ
ควรให้ยา ปฏิชีวนะชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ถือว่าไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง
2. อาการไข้สูง ปวดเมื่อย และไม่มีอาการอื่น ๆ ชัดเจน อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ในระยะเริ่มแรก ก็ได้ เช่น ไข้รากสาดน้อย ตับอักเสบ จากไวรัส ไข้เลือดออก หัด เป็นต้น จึงควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการอื่น ๆ ปรากฎให้เห็นก็ควรให้การรักษา ตามโรคที่สงสัย
ถ้าหากมีอาการไข้นานเกิน 7 วัน มักจะไม่ใช่ไข้หวัดแต่อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น เช่น ไข้รากสาดน้อย มาลาเรีย เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน
3. ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ บางครั้งอาจมีอาการคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ๋มักมีไข้สูง และปวดเมื่อยมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ จะแยกกันไม่ออก แต่ก็ให้การดูแลรักษาเหมือน ๆ กัน
4. การป้องกัน ให้ยาปฏิชีวนะเช่นเดียวกับไข้หวัด ส่วนวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มักจะฉีดในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ซึ่งจะป้องกัน ได้นานประมาณ 12 เดือน ถ้ามีการระบาดในปีต่อ ๆ ไป ก็ต้องฉีดใหม่อีก โดยทั่วไป ถ้าไม่มีการระบาด จะไม่ฉีดวัคซีนให้แก่คนทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ มีอยู่หลายพันธุ์ เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าในการระบาดครั้งต่อไป จะเกิดจากเชื้อชนิดใด

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง

คราวนี้ เราหันมาโรคใกล้ตัว คือโรคความดันโลหิตสูงนะครับ ความจริงเรา ๆ ก็คงไม่อยากใกล้โรคกันหรอก แต่มันก็แวะเวียนมาหาจนได้ ตามสังขารและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ยิ่งภาวะปัจจุบันที่สังคมไทยมีความเครียดสูง (หนี้เน่าท่วมหัว) ก็น่าจะมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงมากขึ้นไปอีก ความดันโลหิตคนเรา (ต้อง) มีขึ้นได้เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย ผ่านระบบท่อนำเลือดแดงจากเส้นใหญ่ ๆ ใกล้หัวใจจนไปถึงปลายสุดคือเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ฯลฯ ค่าความดันที่แพทย์บอกให้ทราบทุกครั้งที่ไปตรวจ จะมี 2 ค่าคือค่าแรก (ค่าบน) จะวัดช่วงที่หัวใจบีบตัว, ค่าที่ 2 (ค่าล่าง) จะวัดช่วงหัวใจคลายตัว ซึ่งเรียก ซีสโตลิค และไดแอสโตลิคตามลำดับ ซึ่งค่าปรกติจะอยู่ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท

ในอเมริกาพบผู้ป่วยความดันสูงมากกว่า 140/90 นี้ ในผู้ใหญ่ ประมาณ 45% ในคนไทยผมว่า อาจจะน้อยกว่านี้ซักเล็กน้อย หรือใกล้เคียง ยิ่งต่อไป ฝรั่งจะยึดเมืองไทยแล้วคงจะเท่ากันเปี๊ยบเลยหล่ะ (ว่าจะไม่วกเข้าเรื่องชวนเครียดแล้วนะครับ) จะเป็นที่ฟ้าบันดาลหรือเราละเลยก็ไม่ทราบที่ว่า มีผู้ป่วย 20-30 % เท่านั้น ที่รักษาความดันสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ ที่เหลือนั้นรู้แล้วควบคุมไม่ดเ หรือไม่สนใจรักษาเนื่องจากไม่มีอาการ

ตามจริง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่มีความสำคัญและอันตราย แต่เนื่องจาก ระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการอะไร เมื่อเป็นมากแล้วจึงเริ่มมีอาการ จึงทำให้หลาย ๆ คนไม่ค่อยให้ความสำคัญและสนใจที่จะรักษา

ดังนั้นการที่เราจะทราบสถานะของความดันของเราต้องหมั่นวัดบ่อย ๆ นะครับ ถ้าไม่รู้จะวัดที่ไหน ก็ตรงไปที่ รพ.อุบลรักษ์ฯ เลยนะครับ ยินดีตรวจสอบให้ เมื่อความดันเป็นนาน ๆ หรือมาก ๆ เข้าก็จะเริ่มมีอาการ เช่น ปวดศรีษะ โยเฉพาะตอนตื่นใหม่ ๆ มึนงง สมองไม่โล่ง วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากเข้ามีอาการแทรกซ้อเช่น ทางหัวใจ ก็จะมี เส้นเลือดหัวใจตีบฉับพลัน มีเจ็บหน้าอก ช็อค เสียชีวิต หรือหัวใจล้มเหลว หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด อาการทางสมอง เช่น โลหิตสมองแตก หรือตีบทำให้มีอาการตั้งแต่เบาะ ๆ คือวูบ พูดไม่ชัด ชาตามมือเท้า เป็นมาก ๆ เข้าจะถึงขั้นอัมพาต หรือเสียชีวิต, ถ้ามีโรคแทรกซ้อนทางไตก็จะมีอาการ ไตวาย, บวม, หอบ และเสียชีวิตได้ นอกจากนั้น อาการแทรกอื่น ๆ เช่นตาบอด จากเส้นเลือดในตาตีบหรือแตก, ประสาทตาบวม เส้นเลือดที่ขาตีบตัน ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ภัยของโรคความดันโลหิตสูง ถือว่ารุนแรงหนักหนาสาหัสพอสมควร ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว การรักษาจะทำได้ไม่มากนัก ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว การรักษาจะทำได้ไม่มากนัก วิธีที่ดีที่สุดคือ การป้องกันโดยการรักษาแต่เนิ่น ๆ ยกเว้นแต่ว่า ตั้งใจจะฆ่าตัวตายนะครับ การที่จะรู้แต่เนิ่น ๆ ก็โดยตรวจความดันเป็นประจำโดยเฉพาะท่านที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน (ไม่อยากเรียกอ้วนให้กินใจกัน) มีประวัติญาติพี่น้องเป็น มีโรคอื่นอยู่แล้วเช่น เบาหวาน,ไขมันสูง,เก๊าท์ ดื่มสุรา,สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำไปเถอะครับไม่เสียหลาย ขนาดรถยนต์ท่านยัง ตรวจ check ตามระยะตามกำหนดแถมทำประกันให้ด้วย เพื่ออะไรละครับ ก็เพื่อดูว่ามีอะไรบกพร่องจะได้ไม่ตายกลางทาง ยิ่งเครื่องบินยิ่งแล้ว ตรวจกันทุกเที่ยวบิน ขนาดนั้นก็ตกกันได้ ชีวิตเราสำคัญกว่า รถยนต์แยะครับ (เพราะถ้าท่านเป็นอะไรไป ก็ขับรถไม่ได้ดี)

การวินิจฉัยความดันสูง ต้องวินิจฉัยให้แน่นอนว่าสูงจริงหรือไม่ โดยการตรวจหลาย ๆ ครั้ง อาจจะถึง 3-4 ครั้ง แล้วเอาค่าเฉลี่ยว่ามากกว่า 140/90 หรือไม่ต้องตรวจสอบว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่เพื่อพิจารณา – แนวทางและชนิดยาที่จะใช้ ,ต้องตรวจสอบว่ามีโรคแทรกซ้อนแล้วหรือยัง ส่วนใหญ่จะเน้นหัวใจ ไต สมอง เป็นหลัก การรักษาอันดับแรก ถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก กินอาหารอ่อนเค็ม ไขมันต่ำ ออกกำลังกายพอสมควร งดเหล้า บุหรี่ หลีกเลี่ยงความเครียด, อดนอน ถ้าความดันยังไม่ลดลงตามเกณฑ์แพทย์ก็จะพิจารณา ให้ยาลดความดัน ซึ่งยาลดความดันมีหลายชนิดเพื่อเหมาะสมกับความรุนแรง, ระยะเวลา, อายุ หรือโรคที่เป็นร่วมกับความดันโลหิตสูง เช่น คนหนุ่มกับคนสูงอายุ, ความดันสูงเฉย ๆ กับความดันร่วมกับเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ นอกจากเลือกยาด้วยสาเหตุผลดังกล่าวแล้ว ยาลดความดันที่ดี ควรจะมีคุณสมบัติดังนี้ (เพราะโรคความดันเป็นโรคไม่หายขาดอาจจะต้องกินเวลาตลอดชีวิต)

1.ราคาไม่แพง (ถ้าถูกได้ก็ดี แต่ของดีราคาถูกมีน้อยจริง ๆ ครับ)
2.อาการข้างเคียงน้อยไม่ใช่กินแล้วเพลีย, วิงเวียน, ง่วง
3.กินวันละน้อย ๆ ครั้ง เพราะต้องกินนาน และคนไข้บางคนต้องกินยาหลายตัว จะได้กินง่าย ไม่ลืม และไม่ขี้เกียจกิน เช่น วันละ ครั้ง หรืออย่างมาก เช้า + เย็น เป็นต้น
4.มีผลเสริมอื่นๆเช่น ลดหัวใจ, รักษาหน้าที่ไต ป้องกันเส้นเลือดหน้าตัว
5.ไม่เกิดปฏิกิริยา เมื่อกินกับยาตัวอื่น เช่นยาเบาหวาน, ยาลดไขมัน ยาหัวใจ, ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง และสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ราละเอียดค่อนข้างจะซับซ้อน แต่อ่านแล้วไม่ต้องเครียดนะครับ ขอเพียงแต่ท่านหมั่นตรวจสอบ ไปตามหมอนัดทุกครั้งและปฏิบัติตัวตามที่แนะนำ หนักก็จะกลายเป็นเบาครับ หาหมอที่ถูกชะตาและไว้ใจกันซักคน (อายุรแพทย์) ไม่ต้องเปลี่ยนหมอบ่อย ๆ ยกเว้นขัดใจจริง ๆ เพราะการเปลี่ยนหมอจะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากอาจจะต้องปรับเปลี่ยนยา เพิ่มลดตามความเหมาะสม ที่สำคัญอย่าเครียดนะครับ ยิ่งยุคฝรั่งยึดเมืองแบบนี้ก็ต้องทำใจ ให้เห็นอนิจจังนะครับ มีข้นก็ต้องมีลงทุกอย่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ และกาลเวลาเราต้องปรับตัวให้เข้ากับมัน ถึงจะอยู่ได้แบบดี ๆ (คือไม่บ้านั่นเอง)

โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรง ถ้าเป็นแล้วคือ รับเชื้อแล้วมีอาการ โอกาสรอดแทบไม่มี (ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยรอดชีวิต ) โรคนี้เกิดจากไวรัสพิษสุนัขบ้า หรือ Rabies Virus ( ชื่อจริงคือ Rhabdo Virus ) เกิดโรคเฉพาะในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนม พบมากในเขตร้อน คนส่วนใหญ่ติดเชื้อจากสุนัขมากที่สุดนอกจากนั้นมี แมว ค้างคาว เป็นต้น เมื่อโดนกัดเชื้อสุนัขบ้า ในน้ำลายของสุนัขที่เป็นโรค จะเข้าสู่แผล แบ่งตัวและกระจายตามเส้นประสาท เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง คือ สมองและไขสันหลัง ดังนั้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำคัญมาก คือ การทำความสะอาดแผลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ ล้างแผลด้วยน้ำสบู่ให้สะอาด แล้วรีบปรึกษาแพทย์

การที่คนจะติดเชื้อและเกิดโรคได้นั้น ขึ้นกับปริมาณเชื้อในน้ำลายสุนัข ความลึก ความฉกรรจ์ของบาดแผล ใกล้หรือไกลจากสมอง ดังนั้น โดนกัดที่ใบหน้า หัวไหล่ จะมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงกว่าโดนกัดที่เท้า เป็นต้น เมื่อเชื้อเข้าสู่สมองได้แล้ว ก็จะทำให้เซลล์สมองอักเสบอย่างรุนแรง, บวม สุดท้ายเซลล์สมองตาย ชีวิตก็อยู่ไม่ได้

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน มักเริ่มด้วย ปวดศีรษะ, สับสน อารมณ์เปลี่ยนแปลง กลัว, ระแวง ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวมากกว่าปกติ เช่น เสียงดังๆ, สัมผัส, ลมพัด การเอามือโบกใกล้ๆ ตัวจะสะดุ้ง อาจจะมีความเสียว มึน ชา เจ็บบริเวณแผลที่โดนกัด ( ซึ่งมักจะเริ่มหายแล้ว ) อาการที่สำคัญอีกอย่าง คือ อาการกลืนของเหลวลำบาก เวลากลืนจะเจ็บมาก เพราะกล้ามเนื้อลำคอจะเกร็งตัวและเจ็บไม่เฉพาะกล้ามเนื้อคอเท่านั้น กล้ามเนื้อกระดูกซี่โครง กล้ามเนื้อกระบังลมจะเกร็งด้วย ทำให้ดื่มน้ำแล้วทรมาน และเจ็บมาก ทั้งที่อยากดื่มแต่ดื่มไม่ได้และแสดงความกลัวต่อการดื่มน้ำ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ โรคกลัวน้ำ ” ถ้าโรคเป็นมากจะสับสนมากขึ้น ซึม ไม่รู้สึกตัว ( COMA ) และเสียชีวิตเพราะกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต สมองบวมมากระยะเวลาจากเริ่มมีอาการจนเสียชีวิต เฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนระยะฟักตัว คือ ตั้งแต่โดนกัด จนถึงมีอาการส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 – 3 เดือน เร็วกว่านั้นก็ได้ หรือนานกว่านี้ก็มี แต่น้อย บางคนนานเป็นปีค่อยมีอาการ ก็มีนะครับเพราะว่า โรคนี้เป็นแล้วรักษาไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องป้องกันไม่ให้มีการรับเชื้อเกิดขึ้น คือ พยายามไม่ให้โดนสุนัข ( สัตว์ ) กัด หรือถ้าโดนกัดแล้ว ก็ต้องป้องกันโดยเซรุ่ม และ /
หรือวัคซีน

การป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการสัมผัสโรค

- ฉีดวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือแมว โดยฉีดปีละ 2 ครั้ง

- ป้องกันสัตว์เลี้ยงไม่ให้โดนกัด เช่น มีอาณาบริเวณที่เป็นรั้วรอบขอบชิด

- ถ้าสัตว์เลี้ยงเราโดนกัด หรือป่วยต้องสังเกตอาการว่าจะเข้าข่ายติดเชื้อสุนัขบ้าหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจปรึกษาสัตวแพทย์

เทศบาล

- อาชีพที่เสี่ยงต่อการโดนสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์บุรุษไปรษณีย์ ควรได้วัคซีนเพื่อป้องกัน

สัมผัสโรค ( รวมถึงคนที่จะไปจีบสาวบ้านที่มีสุนัขดุด้วย

เมื่อโดนสัตว์กัดแล้ว

- ทำความสะอาดแผลทันทีด้วยน้ำสบู่ จนสะอาด

- ปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อพิจารณาว่าควรให้การป้องกัน ด้วยเซรุ่ม และ / หรือวัคซีนหรือไม่ ส่วนการจะฉีด อะไร ฉีดกี่เข็ม ฉีดบาดทะยักด้วยหรือไม่ แพทย์จะเป็นคนวินิจฉัยเองนะครับ

- ถ้าทำได้ ให้สังเกตอาการสัตว์ 10 วันเพราะถ้าสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า มักเสียชีวิตภายใน 10 วัน

- ถ้าทำได้ เพื่อพิสูจน์ว่าสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ คือ การส่งสมองสัตว์พิสูจน์ ซึ่งอาจจะทำไม่ ได้ทุกราย ก็ หวังว่าพอจะช่วยอุ่นใจในระดับหนึ่งนะครับ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า แต่สำหรับโรคบ้าอื่นๆ ก็ต้องมีวิธีแก้กันไปคนละแบบนะครับ ยิ่งร้อนนี้ ร้อนจริงๆ ดูบรรยากาศรอบๆ ตัวทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ผมว่ามันก็น่าบ้าเหมือนกันนะครับ ก็คงต้องอาศัยการตั้งสมาธิ ปล่อยวางเตรียมใจยอมรับเผื่อแผ่แบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง กินอยู่อย่างพอดี

โรคผมร่วง

โรคผมร่วง ผมร่วง (Alopecia)

ผมร่วง (Alopecia)

สาเหตุของผมร่วง มีหลายอย่างมาก ที่พบบ่อย ๆ เช่น
1. ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areate) ซึ่งจะ ร่วง เป็นวงกลม ๆ คล้ายเหรียญบาทหรือใหญ่กว่า
2. ผมร่วงหลังคลอด หรือไข้สูง (Telogen effluvin) พวกนี้ผมจะร่วงวันละเป็นร้อย ๆ เส้น เวลาจูงผมจะติดมือออกมาเลย

ทั้ง 1 + 2 อาจจะหายเองได้ ดังนั้น จะมีคนไข้บางคนเข้าใจผิดว่า ใช้ ยาทา ตัวนั้น ตัวนี้ แล้วทำให้ผมขึ้นได้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วผมมันขึ้นเอง)

สาเหตุ

ของผมร่วมที่พบบ่อยอีกอย่างคือ ผมร่วงจาก กรรมพันธุ์ (Androgenetic alopecia) พวกนี้ จะ ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แต่จะไม่เกิดกับลูกหลานทุกคน (จะเป็นแต่บางคน) ผมร่วงลักษณะนี้เป็นได้ทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงจะร่วงบริเวณ กลางกระหม่อม ส่วนผู้ชาย จะร่วงบริเวณกลางกระหม่อมด้านหน้า (หัวเถิก)

การรักษา

ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ แบบเดิม ๆ ก็คือการใช้ยา Minoxidil กินและทา

การทาจะได้ผลเพียง 30% ส่วนการกินจะได้ผล 90% แต่ ข้อเสีย ของการทานยา คือเวลาหยุดยาแล้วผมจะร่วงเหมือนเดิมและการทาน ยานาน ๆ (6 เดือนขึ้นไป) จะมีอาการดื้อยา ผมจะร่วงได้ ทั้งๆ ที่รับประทานยาอยู่
ขณะนี้มี ยา ตัวใหม่ ชื่อ Finasteride ซึ่งจะไปยับยั้ง enzyme ทำให้การผลิต Hormone เพศชาย Dilaydrotestosterone (DHT) ลดลง ซึ่งคิดกันว่าตัว DHT นี้แหละเป็นสาเหตุของการทำให้ผู้ชายผมร่วง ถ้ามีมากเกินไป (ซึ่งผู้ชายที่ผมร่วงจากกรรมพันธุ์มักจะพบ Hormone DHT สูงกว่าปกติ)
ข้อเสียของยาตัวนี้ก็คือ
1. ห้ามใช้ในผู้หญิง
2. อาจทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงได้
3. เวลาหยุดยา อาจทำให้ผมร่วง เหมือนยา Minoxidil ได้

สุดท้ายถ้าการกินยา และทายาไม่ได้ผล ก็ต้องทำศัลยกรรม โดยแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งจะย้ายเส้นผมมาปลูกเป็นเส้น ๆ เลย ได้ผลดีทีเดียว แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร ส่วนการ ถักทอเส้นผม ที่บางเต็มนั้น เทียบแล้ว เหมือนการใส่วิกนั่นแหละ การฝังเข็ม และ ผลิตภัณฑ์จากรกแกะ ไม่น่าได้ผล

ไขมันในเลือด

ไขมันในเลือดสูง

ปกติไขมันถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างหนึ่งของคนเรา ไขมันบางประเภทยังให้กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ ไขมันเป็นตัวช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีไขมันมากไป ก็จะทำให้มีผลเสียเกิดขึ้นได้จากไขมัน ในเลือดสูง เพราะไขมันอาจจะไปตกตะกอนในหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้ตีบตันได้

ปกติไขมันในเลือดคนเราที่สำคัญมี 4 ชนิด แต่ที่จะกล่าวถึงคือ โคเลสเตอรอลและไตรกลี เซอไรด์ ซึ่งมีความสำคัญต่อโรคหัวใจขาดเลือด ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้ามีปริมาณสูงในเลือดจะมีส่วนที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่หลอดเลือดแดง ในลักษณะที่เรียกว่า หลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ และยิ่งค่าของโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงมากขึ้นเท่าใด อัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจดังกล่าว จะสูงขึ้นไปเท่านั้น

การที่จะทราบว่าใครมีไขมันในเลือดสูง จะต้องเจาะเลือดไปตรวจ โดยท่านต้องงดอาหารทุกชนิดก่อนการเจาะเลือด 12 ชั่วโมง ควรเจาะดูทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ จึงจะนำมาวิเคราะห์ได้เพื่อวางแผนลดไขมันทั้ง 2 ชนิดได้ดี ค่าปกติของโคเลสเตอรอลไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

สำหรับหลักการป้องกันและบำบัดภาวะไขมันในเลือดสูง ได้แก่การจำกัดรับประทานไขมัน รู้จักวิธีเลือกน้ำมันที่จะใช้ในการปรุงอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนและงดการสูบบุหรี่

การปรุงอาหารด้วยวิธีอบ นึ่ง และ ปิ้ง ช่วยลดปริมาณไขมันที่บริโภคได้ถึง 50-80 % เลยทีเดียว ถ้าต้องใช้น้ำมันควรเป็นน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวดีกว่าที่จะใช้ไขมันชนิดอิ่มตัว หรือบางท่านเรียกว่าไขมันผู้ร้ายซึ่งได้จากน้ำมันสัตว์ อาหารประเภทนมระเหย เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม

เมื่อไขมันในเลือดสูง

ระดับของไขมันในเลือดจะสูงเมื่อบริโภคอาหารเกินความต้องการของร่างกาย เพราะอาหารทุกชนิดคือ แป้ง เนื้อสัตว์ หรือไขมัน เมื่อบริโภคเกินความต้องการร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้ทันที

ตัวท่านเองนี่แหละ ที่จะมีส่วนทำให้ไขมันในเลือดลดลงได้โดยที่จะต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าต้องทำให้ได้ ถ้าท่านเป็นคนรับประทานจุ ก็ต้องรู้จักประมาณตนเอง อาหารที่รับประทานควรมีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่ควรงดได้แก่ อาหารที่ไขมันมากพวกเครื่องในต่างๆ ไข่แดง สัตว์ที่มีกระดอง พวกที่รสหวานจัด น้ำอัดลม ขนมหวาน ถ้าท่านมีงานสังสรรค์บ่อย รับประทานอาหารตามภัตตาคาร ซึ่งมักจะเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ท่านต้องพยายามหลีกเลี่ยง

การเลือกบริโภคไขมันมีความสำคัญมากคือ การเกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ท่านควรเลือกบริโภคไขมันจากพืช ยกเว้นกะทิและน้ำมันปาล์มนะคะ ที่ท่านไม่ควรบริโภคหากท่านมีไขมันในเลือดสูง ท่านควรละเว้นการบริโภคไขมันจากสัตว์ แต่ยกเว้นไขมันจากปลานะคะ ที่ท่านสามารถบริโภคได้ สรุปแล้วก็คือไขมันที่ท่านควรเลือกบริโภคคือไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เห็นได้จากไม่เป็นไขเวลาใส่ไว้ในตู้เย็น

การเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผักผลไม้ จึงสมควรที่จะหาประโยชน์จากการเลือกบริโภคอาหารที่ให้คุณค่าราคาถูกอย่างถูกวิธี โดยสรุปได้ดังนี้ คือ

1. รับประทานผักใบเขียว ผลไม้สีแดง และสีส้มเป็นประจำ เช่น ผักตำลึง มะละกอสุก
2. รับประทานไขมันอิ่มตัว พวกเนย เนยเทียม แต่น้อย
3. ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง
4. รับประทานเมล็ดธัญญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เป็นต้น

หวังว่าไขมันในเส้นเลือดที่สูงของท่านคงจะลดลงมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยยารักษาแล้วท่านจะปลอดภัยจากโรคหัวใจตลอดไป

ข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

-Cholesterol - Triglycerides and Healthy Heart
-กรดไขมันในอาหารมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ภาวะไขมันในเลือดสูง
-อาหารผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง


โรคไต

โรคไต


โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่มีความผิดปกติหรือที่เรียกว่า พยาธิสภาพ เกิดที่บริเวณไต ที่พบมาก ได้แก่

• โรคไตวายฉับพลันจากเหตุต่างๆ
• โรคไตวายเรื้อรังเกิดตามหลังโรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ หรือโรคความดันโลหิตสูง
• โรคไตอักเสบเนโฟรติก
• โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน (โรค เอส.แอล.อี.)
• โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
• โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease)

อาการ

• ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ โดยจะปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ
• ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม ก็ได้
• ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมี albumin หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ เหมือนฟองสบู่
• การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆ กัน เป็นข้อสันนิฐาน ที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต
• ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่น พวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น
• การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ ล้วนเป็นอาการผิดปกติ ของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก และท่อทางเดินปัสสาวะ
• การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไต และทางเดินปัสสาวะ
• การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็นโรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต
• การปวดหลัง ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่น และปวดหลังบริเวณไต คือ บริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย
• อาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณ หนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมาก จะมีอาการบวมทั่วตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)
• ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆ ความดันโลหิตก็จะสูง ได้
• ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้ หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติ ไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูก สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีด หรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ควรต้องไปพบแพทย์ ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้น ว่าเป็นโรคไตหรือไม่

สาเหตุ

• เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียว หรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
• เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)
• เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ โรค) เป็นต้น
• เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
• เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด


คำแนะนำ

1. กินอาหารโปรตีนต่ำ หรืออาหารโปรตีนต่ำมาก ร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น
โดยกินอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งหมายถึงโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิด จำนวน 0.6 กรัม ของโปรตีน / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน โดยไม่ต้องให้กรดอะมิโนจำเป็น หรือกรดคีโต (Keto Acid) เสริม เพราะอาหารโปรตีนในขนาดดังกล่าวข้างต้น ให้กรดอะมิโนจำเป็นในปริมาณที่พอเพียง กับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ควรกินอาหาร ที่มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 30-60 กรัม / วัน อาจจำกัดอาหารโปรตีน เพื่อชะลอการเสื่อมหน้าที่ ของไตได้อีกวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ป่วยกินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน) ร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์คีโต (Keto Analog) ของกรดอะมิโนจำเป็น ในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ย 50-60 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 20-25 กรัม / วัน เสริมด้วยกรดอะมิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์ครีโตของกรดอะมิโนจำเป็น 10-12 กรัม / วัน

2. กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอล ในอาหารแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัม / วัน ด้วยการจำกัดอาหาร ที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ทุกชนิด และนม เป็นต้น

3. งดกินอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ฟอสเฟตมักพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ถั่วลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอนด์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว พบว่าอาหารที่มีฟอสเฟตสูง จะเร่งการเสื่อมของโรคไตวายเรื้อรัง ให้รุนแรงมากขึ้น และมีความรุนแรงของ การมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมากขึ้น นอกเหนือจากผลเสีย ต่อระบบกระดูกดังกล่าว

4. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่มีอาการบวม การกินเกลือในปริมาณไม่มากนัก โดยไม่ต้องถึงกับงดเกลือโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ควรกินเกลือเพื่อการปรุงรสเพิ่ม ผู้ป่วยที่มีอาการบวมร่วมด้วย ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อวันให้น้อยกว่า 3 กรัมของน้ำหนักเกลือแกง (เกลือโซเดียมคลอไรด์) ต่อวัน ซึ่งทำได้โดยกินอาหารที่มีรสชาติจืด งดอาหารที่มีปริมาณเกลือมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทำเค็ม หรือหวานเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงหมูแฮม หมูเบคอน ไส้กรอก ปลาริวกิว หมูสวรรค์ หมูหยอง หมูแผ่น ปลาส้ม ปลาเจ่า เต้าเจี้ยว งดอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องข้างต้น

5. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีน้ำหนักเกิน น้ำหนักจริงที่ควรเป็น (Ideal Weight for Height) ในคนปกติ ควรจำกัดปริมาณแคลอรี ให้พอเพียงในแต่ละวันเท่านั้น คือ ประมาณ 30-35 กิโลแคลอรี / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน